ดีพัค โชปรา กับพระพุทธเจ้า
อยากถามว่า นอกจากโชปราแล้ว
มีนักคิดหรือปราชญ์ท่านใดที่พี่ชื่นชอบอีกไหมครับ
โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชมกฤษณมูรติ แต่ศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สูงสุด
ในสมัยพุทธองค์ความเจริญทางด้านวัตถุยังไม่เท่าปัจจุบัน สิ่งที่ล่ออายตนะยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน
แต่นักปราชญ์ในยุคปัจจุบัน อยู่ร่วมสมัยเดียวกันกับเรา ปรากฎการณ์ต่างๆ ที่ได้รับการนำเสนอจึงรู้สึกร่วมได้ใกล้ชิด
ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีจริต(DNA)ใกล้เคียงกันยิ่งสัมผัสได้ยิ่งดิ่งลึก แต่ในแก่นของมันแล้วผมว่าน่าจะเหมือนกับพุทธสมัยนะครับ
เพียงแต่ในปัจจุบันได้แตกแขนงจนมีมิติที่ซับซ้อนสอดคล้องกับสังคมที่เป็นอยู่
และหน่อแห่งพุทธะ ผมว่าน่าจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ผมจินตนาการว่า โชปราน่าจะเป็นสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้าที่ต้องทำ
demo ให้กับสังคมของโลกที่ค่อนไปทางตะวันตกนิยม ให้เข้าใจตามอย่างไม่รู้สึกขัดแย้งขัดเขิน...
เป็นการคิดสนุกเล่นๆ นะครับ


ชื่อผู้ส่ง : นายตัน ถามเมื่อ : 22/07/2008
 


“กฤษณมูรติ” เป็นเจ้าของพื้นที่หลักทางสมองในส่วนนี้ ของผมทีเดียวครับ

ที่ผมใช้คำว่า เจ้าของพื้นที่ทางสมอง ก็เพราะว่าผมก็เคยนั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีใครบ้างนะ ที่ได้ช่วยก่อรูปความเชื่อ และทัศนคติ ทางด้านจิตวิญญาณ ให้กับตัวผมจนเป็นเช่นวันนี้

ผมลำดับย้อนหลังกลับไปสู่จุดเริ่มว่า ใครหรือสิ่งใด ที่สะกิดหรือดลใจ ให้ผมสนใจเรื่องนี้ ใครบ้างที่ภูมิปัญญาของท่านช่วยสร้างรากให้ผม ผมพบว่ามีมากมายจริงๆ ซึ่งผมขอยกมา เฉพาะคนที่ชอบเป็นพิเศษก็แล้วกัน ก็มีเช่น “แฟรงค์ ลอยด์ไรท์” กับ “มิส วานเดอโรท์” (2 คนนี้เป็นสถาปนิก) แล้วก็ “ท่านพุทธทาส” “เหลาจื้อ” (ที่เขียนวิถีแห่งเต๋า แปลโดยคุณพจนา จันทรสันติ ซึ่งท่านนี้แปลหนังสือหลายเล่มที่ผมชอบอ่านในยุคแรกๆ) “กฤษณมูรติ” (อันนี้เราชอบคนเดียวกันครับ) “รพินทรนาถ ฐากูร” คนนี้เป็นคนโปรดของผมทีเดียว “คาลิล ยิบราล” ก็มีส่วนมากๆ แล้วก็หลวงปู่ดูลย์ กับหลวงพ่อชา ก็ใช่ครับ

เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะครับ ที่ยกมานี้คือ คนหลักๆ แรกเริ่มที่สร้างรากให้ผม ส่วนท่านอื่นๆ หลังจากนั้น เป็นลักษณะมาช่วยต่อยอดให้เกิดมุมมองที่ร่วมสมัยมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่า เรายกพระพุทธเจ้าและศาสดาทุกพระองค์ไว้นะครับ

ผมเห็นด้วยกับการคิดเล่นสนุกๆ ของคุณต้นครับ ว่าปราชญ์ยุคปัจจุบันก็ได้ช่วยต่อยอดให้กับพวกเรา ด้วยการแปรรูปหลักธรรมหนึ่งเดียวนั้น ให้สอดคล้องกับสภาพของยุคสมัยที่เราต้องเผชิญอยู่ ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์วสันต์ ได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ท่านผู้รู้ทุกท่านก็พยายามนำเสนอ ความจริงหรือสัจจะธรรม ในวิธีที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะตรงกับ จริต (dna) ของใคร ก็ให้เลือกเอา ทั้งหมดล้วนแต่พยายามนำเสนอความจริงหนึ่งเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็พยายามให้อยู่บนเส้นทางสู่จุดหมายเดียวกัน

ผมยังชอบที่ท่านอาจารย์วสันต์ พูดไว้อีกว่า เราอย่าไปแบ่งแยกหรือ เปรียบเทียบว่า ใครดีกว่า ด้อยกว่า แต่เลือกมองอย่างใจเป็นกลาง ว่าอันไหนใช่ ในความหมายของใจเรา หากมันจะพลาดพลั้งไปบ้างว่า สิ่งนั้นจะนำเราไปสู่การส่งเสริม อัตตา อันเป็นความเชื่อเดิมของเราให้แข็งแรงขึ้นไปอีก ก็ต้องบอกว่า คงแล้วแต่ จริตใครจริตมัน แล้วละครับ ว่ามันเป็นอัตตาสร้างทางสู่ปัญญา หรืออัตตาสร้างทางสู่ความมืดมิด

อยากเชิญชวน ท่านอาจารย์และผู้อ่านท่านอื่น ร่วมแสดงข้อมูลเกี่ยวกับกระทู้นี้ด้วยกัน จะได้เข้าทางที่ท่านอาจารย์ บอกไว้ว่า “สิ่งเหมือนกันก็จะดึงดูดกัน” “จะดูว่าเขาเป็นอย่างไร ดูเพื่อนของเขาก็พอจะรู้ “อยากรู้ว่าเขามีนิสัยเช่นไร ดูจากหนังสือที่เขาชอบอ่านก็พอจะเดาได้” ดีไหมครับ
ชื่อผู้ตอบ : นันท์ วิทยดำรง ตอบเมื่อ : 22/07/2008
เหตุบังเอิญ(สนใจเรื่องเดียวกัน....คนโปรดคนเดียวกัน)เชื้อเชิญให้เราละทิ้งสิ่งที่รู้ไปแล้ว...ยอมรับสิ่งที่ยังไม่รู้
เหตุบังเอิญ เป็นข้อความจากโลกไร้ที่ตั้ง เป็นการเชื้อเชิญให้หลุดพ้น จากการผูกมัดเชิงกรรมของเรา

และเหตุบังเอิญ เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันทางควันตัมและเป็นสิ่งสร้างสรรค์ ในพฤติกรรมของจักรวาล

คัดลอกจาก....โชค ดวง ความบังเอิญ คุณกำหนดได้
ชื่อผู้ตอบ : แฟนพันธุ์แท้ ตอบเมื่อ : 22/07/2008
ดีครับ แต่ขออนุญาตต๊ะไว้ก่อนนะครับ ช่วงนี้งานรัดตัว อย่างชนิด "ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต ก้นเป็นสว่าน" (ฮา) สัปดาห์หน้า คงได้มีเวลามาว่ากล่าวกัน

ชื่อผู้ตอบ : วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ ตอบเมื่อ : 23/07/2008
รอได้ครับ.. แต่ช่วงนี้ท่านอาจารย์จะไปไหน ระวังคนถือไขควงหน่อยนะครับ
ชื่อผู้ตอบ : นันท์ วิทยดำรง ตอบเมื่อ : 23/07/2008
เห็นจริงด้วยกับทั้งคุณ "แฟนพันธุ์แท้" และคุณนันท์ครับ

ความเห็นของผมต่อกรณีนี้ มันก็จะเหมือนกับที่เคยแสดงไว้ในอีกกระทู้หนึ่ง (ซึ่งคุณนันท์ได้หยิบยกบางส่วนมากล่าวไว้ตรงนี้) นั่นแหละครับ ซึ่งก็ขอทบทวนสั้นๆ ว่าผมเชื่อว่า "ความจริงสูงสุด" นั้นเป็นหลักการสากล เป็น "หลักการ" หรือ "กฎเกณฑ์" แห่งจักรวาล ซึ่งมีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น บางคนจึงเรียกว่าเป็น "พลังงานต้นกำเนิด"

เราไม่มีสิทธิ์ไปคิดว่าว่าศาสดาองค์ใดเหนือกว่ากัน ท่านใดเป็นผู้ค้นพบก่อนกัน ท่านใดค้นพบแล้วนำมาเผยแผ่เป็นคำสอนได้ถูกต้องแม่นยำกว่า ละเอียดพิสดารกว่า ลึกซึ้งกว่า ฯลฯ ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อันใดเลย ว่ากันว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้น ได้มีเสียงลึกลับกระซิบบอกท่านว่าวิธีการที่ท่านกำลังกระทำอยู่นี้ (บำเพ็ญเพียรทุกข์กริยา) ไม่มีทางค้นพบสัจธรรมใดๆ ได้ และได้กระซิบเพิ่มเติมว่าท่านควรปฏิบัติเช่นไร จึงจะสามารถตรัสรู้ได้...ด้วยซ้ำไป

ผมจึงชื่นชอบ (และอาจไปได้ถึง "ศรัทธา") ผู้รู้หลายต่อหลายท่าน ที่แม้จะไม่ใด้ชื่อว่า "องค์ศาสดา" และพวกเขาบางคน (เช่น Eckhart Tolle และ OSHO) ถึงกับกล้าประกาศว่ามิใด้นับถือศาสนาใด ศาสนาหนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับสามารถบูรณาการความรู้ที่หลากหลายออกมาเป็นคำสอนที่มีคุณค่าได้ พวกเขาอาจอ้างคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง อ้างคำสอนของพระเยซูบ้าง อ้างคำสอนของปราชญ์รุ่นก่อนพวกเขาบ้าง ผสมผสานกับการตกผลึกความคิดของพวกเขา ผ่านลีลา ท่วงทำนอง กระบวนการสอน ที่พวกเขาถนัด ก็สามารถทำให้ผู้คนเกิดความ "รู้แจ้ง" ได้ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่ประเด็นว่าเขาเป็นศาสดาหรือไม่ (เพราะแม้ศาสดาด้วยกัน ก็ยังถูกผู้คนจับมาวัดเรตติ้ง จัดแร็งค์กิ้ง จัดอันดับกันอยู่นั่นแล้วเป็นพันๆ ปี) เขาเป็นตะวันออก หรือตะวันตก พราะเมื่อมันเป็นหลักสากล มันเป็นกฎแห่งจักรวาลแล้ว มันก็ย่อมไม่มีตะวันออกหรือตะวันตก ผู้รู้หลายท่านจึงบอกว่าเราทุกคนสามารถ "ตรัสรู้" ได้ ไม่ได้มีการผูกขาดว่าพระพุทธเจ้า หรือศาสดาไม่กี่องค์เท่านั้นที่มีสิทธิ์จะตรัสรู้ บางท่านถึงกับกล่าวว่า "ทุกคนคือพระเจ้า" ด้วยซ้ำไป!!

ประเด็นมันจึงไม่ได้อยู่ที่ "ผู้สอน" แต่มันอยู่ที่ "ผู้เรียน" เป็นสำคัญ มันจึงมีภาษิตว่า "เมื่อนักเรียนพร้อม ครูก็จะปรากฎตัวขึ้น" ถ้าเราไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ไม่ว่าอะไร หรือไม่ว่าใครก็เป็นครูเราได้ทั้งนั้น มันไม่ใช่อะไรเลย ขอยกคำพูดของ Tolle มากล่าวซ้ำอีกทีว่า ทุกคำสอนก็ล้วนเป็น "ป้ายบอกทาง" ที่นำไปสู่ "ราก" เดียวกัน รากแห่ง "ความจริงสูงสุด" แต่นี่พวกเราบางคนกลับไปให้ความสนใจกับ "ป้าย" นั้นๆ ถ้าป้ายไหนลงชื่อว่าพระพุทธเจ้า ลงชื่อว่าพระเยซู ฯลฯ เราถึงจะเชื่อ แต่พอลงชื่อว่า "ยายเมี้ยนที่อยู่ข้างวัด" เรากลับไม่สนใจ ทั้งๆ ที่ข้อความของยายเมี้ยนบนป้ายนั้นมันสุดยอด ทั้งๆ ที่ยายเมี้ยนแกรู้ดีว่าใครทั้งหมดในวัดรวมกันเสียอีก (ฮาจนได้)

มหาคุรุผู้ยิ่งใหญ่ที่แต่ละท่านเอ่ยนามมา ก็เป็นที่ชื่นชอบและชื่นชมของผมเช่นกัน และทุกท่านก็ล้วนมีอิทธิพลต่อรูปการจิตสำนึกของผมไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอยู่ทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ผมมีข้อมูลใหม่ๆ มาบรรยายได้ทุกวัน เพราะขณะที่ผมสอนพวกผู้ฟังนั้น ผมก้ได้เรียนรู้จากพวกเขาด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับการได้เข้ามาในเว็บบอร์ดนี้ ผมก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย.."ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่น่าสนใจหรอก จะมีก็แต่สิ่งที่เราไม่ได้สนใจมันเท่านั้น!!" (ด้วยอคตินานัปการ จนเราต้องพลาดกับสาระสำคัญไป)

ชื่อผู้ตอบ : วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ ตอบเมื่อ : 29/07/2008
ต้องกล่าวคำว่า "ขอคาราวะ ท่านผู้อาวุโส"
ไม่มีคำอื่นใด ดีไปกว่านี้ อีกแล้วครับสำหรับผม
ชื่อผู้ตอบ : นันท์ วิทยดำรง ตอบเมื่อ : 30/07/2008
เหตุปัจจัยบังเอิญให้ได้มาพบการสนทนานี้
ปิติ ยินดี และได้รับการเติมเต็มจากทุกท่านด้วยคะ
ชื่อผู้ตอบ : บี ตอบเมื่อ : 09/06/2011
นอกจากกฤษณะมูรติ ติช นัทฮันห์ โอโช ทะไลลามะ แล้วก็ยังมีหลวงพ่อเทียน เขมานันทะ(อ.โกวิท เอนกชัย ศิลปินแห่งชาติ) สำหรับอาจารย์สวนโมกข์ไม่ต้องพูดถึง ยังไงก็ต้องอยู๋แล้ว ท่านป.อ. ปยุตโต
อุบาสิกาแนบมหานีรานนท์ ก.เขาสวนหลวง คุณแม่ศิริ กรินทร์ชัย การศึกษาประกอบด้วยสามส่วนคือปริยัติ ปฎิบัติ และปฏิเวธแปลเป็นไทยว่า อ่านมา ฟังมา เห็นมา เป็นประสบการของคนอื่นเป็นทฤษฎีของคนอื่นเรียกว่ารู้จำ รู้จัก พอเอามาปฎิบัติจนได้รับผลจริง เป็นความรู้ของตนเองเรียกว่ารู้แจ้งรู้จริง ทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษบอกว่า ความรู้ทึ่แท้จริงเกิดจากการปฎิบัติและยกระดับของการรับรู้ คือความรู้เป็นอนุกรมอย่างเช่นวิทยุเครื่องหนึ่งเป็นผลรวมความรู้ของนักวิทยาศาสตร์หลายคนช่วยกันคิดช่วยกันพัฒนา เริ่มตั้งแต่ หลอดไดโอด ไทรโอด ไตรโอด จนมาเป็น ทรานซิสเตอร์เป็น ไอซี เป็นต้น
ชื่อผู้ตอบ : มงคล ดอนโพธิ์ ตอบเมื่อ : 10/02/2012
โลกนี้หนังสือมีมากมายมหาศาล แต่จำกัดที่กาลเวลานั่น
ความลับของความรู้คือเท่าทัน คัดสรรเรียนรู้เท่าที่จำเป็น ท่านสวามีวิเวกนันทะ ท่านว่าไว้ หรือที่กรมหลวงสงขลานครินทร์ท่านว่าศึกษาเพื่อเอามาใช้ พระพุทธองค์ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านรู้เหมือนใบไม้ทั้งป่าที่ท่านนำมาสอนคือใบไม้กำมือเดียว อดีต ปัจจุบัน อนาคต ท่านสอนแต่เรื่องทุกข์กับการดับทุกข์ และเน้นไปในเรื่องการดับทุกข์อุปาทาน(ตัวกู ของกู) แล้วจะดับอย่างไร ก็ผ่านสติปัฎฐานสี่ (ยืน เดิน นอน นั่ง ให้รู้สึกตัวตลอดเวลา ติดต่อกันเป็นลูกโซ่) สนใจตัวบทก็ไปหาบทสวดมนต์แปลในเรื่องมหาสติปัฎฐานสูตรมาอ่านดู ส่วนการปฎิบัติ ใช้อริยาบทบรรพหรือวิธีการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน ทำไม ก็เพราะว่าความรู้ที่แท้จริงเกิดจากการปฎิบัติ เหมือนอาหารอร่อย ลองกินดูแล้วจึงกล้ารับรอง ส่วนเจ้าอื่นอร่อยหรือเปล่าไม่กล้ารับรองเพราะไม่ได้ชิม รับรองได้เฉพาะทีเคยชิม พยานรู้เห็นมี อาจารย์โกวิท เอนกชัย(เขมานันทะ ศิลปินแห่งชาติผู้วาดภาพในโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ และเป็นผู้ปั้นอวโลกิเตศวร เป็นพยานได้(ศึกษาจาก ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสิอ หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก สำนักพิมพ์อมรินทร์)
อีกท่านหนึ่ง คืออาจารย์ กำพล ทองบุญนุ่ม อาจารย์พละผู้พิการเป็นอัมพาตท่อนล่าง เจ้าของวลี" ผมลาออกจากความทุกข์แล้ว" ถ้าคนพิการทำได้คนปกติย่อมทำได้ถ้าเป็นคนจริงก็ต้องรู้ของจริง และธรรมมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน สรุปมีปริยัติแล้วปฎิบัติต้องไปทำเอง ได้รับผลเอง ท่านโชฎกวัดมหาธาตุกล่าวไว้ว่ากินเองจึงอ้วนเอง หรือที่พุทธพจน์กล่าวไว้ว่า กรุงราชคฤห์ มีอยู่ หนทางมีอยู่ ผู้บอกหนทางมีอยู่ แต่ท่านต้องเดินเอง นักคิดทั้งหลายคิดให้น้อยๆหน่อยเพราะบางสิ่งบางอย่างคิดเอาไม่ได้ เช่นความอิ่ม ความหวานมันต้องใช้ความรู้สึก
ท่านผู้รู้ท่านบอกว่า"เพียงรู้คิดยังห่างไกลธรรม ราวฟ้ากับดิน" ใช้หัวให้น้อยๆหน่อยใช้ใจให้มากหน่อย นี่แหละที่เรียกว่า "หัวใจ" ถ้าเป็นภาษาร่วมสมัยก็เปลี่ยนโหมดความคิดมาเป็นโหมดความรู้สึกตัว สัพเพ ธรรมมา นาลัง อภินิเวสายะ แปลว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น
ภาษาร่วมสมัยเรียก ช่างหัวมัน แต่จะช่างหัวมัน(ในเรื่องใจ) ได้ทุกเรื่องก็ต้องมีสติ ส่วนเรื่องสมมุติก็ว่าไปตามที่เขาสมมุติ ปากกับใจอย่าตรงกันเพราะมันทุกข์ เมื่อใดตาเห็นสักแต่ว่าเห็น หูได้ยินสักแต่ว่าได้ยินนั่นแหละที่สุดของทุกข์ อาจารย์สวนโมกข์แต่งเป็นกลอนไว้ว่า
ถ้าจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็นของฉัน
มันจะสุมเผากระบาลท่านเป็นควัน ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา
ชื่อผู้ตอบ : มงคล ดอนโพธิ์ ตอบเมื่อ : 10/02/2012
อย่าไปหลากหลายให้มาก น่าจะดีที่สุด มีแก่นก็เดินตามแก่น เชื่อไปซะเรื่อย อ่านไปก็เท่านั้น จับตรงนั้นมาเชื่อ ตรงนี้มาเชื่อ แต่บอกศรัทธาพระพุทธเจ้า ผิดตรงไหน ก็นำมาปรับ ทำอะไรจะไปไหว้วอนขอ แต่ไม่จับหลัก อยากจับตรงไหนก็เรียนรู้สักนิด ศรัทธาจะได้เกิด ต้องการความจริงใจ แต่ ไม่ให้ใครเลย เอาไว้เผื่อเลือกกันจัง เี๋ยวพระ เดี๋ยวเทวะ แต่ ไหน อิฐ หิน ปูนทราย แลกวิญญาณ แต่ ไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ
ชื่อผู้ตอบ : เอิ้อม ตอบเมื่อ : 15/04/2012
อย่าไปหลากหลายให้มาก น่าจะดีที่สุด มีแก่นก็เดินตามแก่น เชื่อไปซะเรื่อย อ่านไปก็เท่านั้น จับตรงนั้นมาเชื่อ ตรงนี้มาเชื่อ แต่บอกศรัทธาพระพุทธเจ้า ผิดตรงไหน ก็นำมาปรับ ทำอะไรจะไปไหว้วอนขอ แต่ไม่จับหลัก อยากจับตรงไหนก็เรียนรู้สักนิด ศรัทธาจะได้เกิด ต้องการความจริงใจ แต่ ไม่ให้ใครเลย เอาไว้เผื่อเลือกกันจัง เี๋ยวพระ เดี๋ยวเทวะ แต่ ไหน อิฐ หิน ปูนทราย แลกวิญญาณ แต่ ไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ
ชื่อผู้ตอบ : เอิ้อม ตอบเมื่อ : 15/04/2012
อืมส์... ปัญหาอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้ คำสอนทางศาสนามันเหลือแต่เรื่องเหลวไหล ไร้สาระทุกรูปแบบ ศาสดาทั้งหลายตายไปพร้อมกับ ประสบการร์การตื่นรู้ของท่าน
และไอ้พวกลัทธิ ศาสนา เหล่านี้ก็ทำราวกับตัวเองเป็นตัวแทนของกลิ่นหอม ของสัจจะนั้น
ทั้งๆๆที่ดอกไม้ได้บานขึ้นและจากไป ไอ้ที่เหลือๆๆนะมันดอกไม้พลาสติกทั้งนั้น จะลัทธิพุทธ คริสต์ ฮินดูหรืออะไรก็แล้วแต่ไม่ต่างกันหรอกครับ
แต่ไงล่ะ คนเรามันโง่ครับ มันชอบเดินตามตูดชาวบ้าน ลึกๆๆลงไปพวกนี้รู้นะครับว่าตัวเองกำลังทำอะไรโง่อยู่ๆ
แต่ทั้งๆๆที่รู้ แต่ก็เพราะความกลัวนั้นแหละ ถึงต้องหาทางที่มันมั่นคง มันสบาย เป็นถนนซูเปอร์ไฮเวย์ มีคนร่วมทางนับล้าน ช่างดูดีจริงๆๆ ตรงนี่ยิ่งทำให้มั่นใจว่าเอ้าเราอาจจะเดินมาถูกทางแล้ว ไม่ต้องทำอะไรหรอกเดี่ยวก็ดีเอง เป็นการหนีจากการที่ต้องหันมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง ก็เลยเป็นได้แค่ผู้ตาม โดยไม่เคยตั้งคำถามสักครั้งกับชีวิต และลัทธิก็อาศัยช่องว่างตรงนี้ โดยมีคนโง่ทื่อ้างตัวเองเป็นผู้รู้หลอกคนโง่ที่ตาบอด บนหลุมศพของอัจฉริยะบุคคลคนหนึ่งที่จากไปพร้อมกลิ่นหอม ของสัจจะนั้น
คุถณเห็นไหม เห็นถึงความเหลวไหล ไร้สาระทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นไหม เมื่อพบกับความไม่ม้นคงของชีวิต ความสุขที่ในไม่ช้าก็จะหายไป ความเยาว์วัยที่จะเปลี่ยนเป็นชรา และความตายที่เป็นเงาดำมืเดที่ไม่อาจจะล่วงรู้ คนเหล่านี้จึ่งพยายามที่จะแสวงหาความมั่นคง คำตอบสำเร้จรูป..ใช่แล้วมีท่านเคที่พูดถูกใจตรงใจเรา นั้นพระเยซู นั้นพระพุทธเจ้า นั้นโชปรา นั้นพระกฤษณะ
และพวกนี้ก็พยายามที่จะตั้งหน้าตั้งตาหางานของท่านเหล่านี้มาอ่าน มาศึกษา มาถกระหว่างคนที่มีจริตเดียวกัน
โดยที่ ลึกๆๆลงไปแล้วเขาไม่รู้ตัวว่า เขาได้ทำให้คำสอนเหล่านี้กลายเป็นสิ่งตายซากเป็นหนึ่งในอิทธิผล ครอบงำตัวเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึ่งเห็นได้แต่ภายในมุมแคบๆๆ
พวกนี้บูชาซากกากเดนของศาสดา จะ มรรคมีองค์ 8 กางเขนและพระโลหิตของพระคริสต์ ก็เป็นได้แค่ขนมหวานไว้ล่อเด็กทารกให้เห็นสิ่งนี้ทั้งนั้น ใครจะบอกคุณได้ว่าควรไปทางไหนนอกจากตัวคุณเอง ใครล่ะจะบอกคุณได้ว่าคุณเป็นอิสระ ก็ตัวคุณเองอีก ไม่เห็นหรือ หนทางไปสู่สัจธรรมนะเป็นหนทางที่เหมือนนกบิน มันบินไปโดยไร้ร่องรอย เงียบเชี่ยวล่ะ และกุญแจก็ไม่มีใครหรอกที่กุมมันไว้นอกจากตัวคุณเอง
เพราะไม่รู้ถึงสิ่งนี้กัน วงจรอุบาทว์ ก็เลยยังคงหมุนอยู่และ อา....ใช่แล้วมนุษย์ก็เลยไม่บรรลุวุฒิภาวะ
ชื่อผู้ตอบ : dr.date ตอบเมื่อ : 02/05/2012
มีนิทานธรรมที่ท่านเล่ากันมาว่า มีเพื่อนรักกันสองคน ตอนมีชีวิตอยู่พอตายก็แยกย้ายกันไป คนหนึ่งไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในเวจ(ส้วม) อีกคนหนึ่งไปเกิดอยู่ในสวรรค์ คนที่อยู่ในสวรรค์ อิ่มทิพย์ อยากทำอะไรก็ได้ดั่งนึก วันหนึ่งเกิดนึกถึงเพื่อนรัก ก็เล็งแลหาพบว่าไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในส้วม ด้วยความสงสารก็เลยชวนเพื่อนมาอยู่ด้วยกันบนสวรรค์ พร่ำพรรณาถึงความสุขและอิ่มทิพย์ แต่เพื่อนที่เกิดเป็นหนอนไม่ยอมมาบอกว่าอยู่บนสวรรค์ลำบากกว่าจะกินอะไรก็ต้องเสียเวลานึก
ตนเองอยู่เป็นหนอนจะกินอะไรก็ไม่ต้องนึกให้ลำบากแค่อ้าปากอาหารก็ไหลเข้าปากเลย จบข่าว
ชื่อผู้ตอบ : ดอน หอยหลอด ตอบเมื่อ : 14/06/2012


คำตอบ  
ชื่อผู้ตอบ  
E-mail  
Security Code